เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค สร้างประวัติศาสตร์แบบไม่คาดคิดในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา หลังพา ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์ถล่ม คาราบัก ขาดลอย 6-0
เกมนี้ “หงส์แดง” การันตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้แบบสบาย ๆ แม้จะต้องเสีย เยเรมี่ ฟริมปง ตั้งแต่นาทีที่ 4 ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาแนวรับของ อาร์เน่อ สล็อท ดูน่าหนักใจขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล มีปัญหาผู้เล่นแนวรับบาดเจ็บหลายราย ทั้ง โจ โกเมซ และ โจวานนี่ เลโอนี่ ขณะที่ อิบราฮิมา โคนาเต้ ลาพักด้วยเหตุผลส่วนตัว ส่งผลให้ ไรอัน กราเฟนเบิร์ค ถูกจับไปยืนเซ็นเตอร์แบ็คแบบจำเป็น ซึ่งก่อนเกมก็มีคนแอบกังวลกันว่า แนวรุกของคาราบักที่ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ อาจจะฉวยโอกาสจากตำแหน่งที่ไม่ถนัดของมิดฟิลด์รายนี้ได้
แต่สิ่งที่หลายคนกลัวกลับไม่เกิดขึ้น ลิเวอร์พูลคุมสถานการณ์ได้หมด และจบเกมแบบไม่เสียประตูเลย ขณะเดียวกัน ฟาน ไดจ์ค ในฐานะปราการหลังดัตช์อีกคน ก็มีผลงานโดดเด่นไม่แพ้กัน
แม้กัปตันทีมวัย 34 ปี จะไม่ได้มีชื่อเป็นผู้ทำประตูในเกมนี้ แต่ก็เกือบยิงได้จากลูกเตะมุมหลายครั้ง ทว่าบอลเฉียดเป้าไปนิดเดียว
อย่างไรก็ตาม ฟาน ไดจ์ค กลับกลายเป็นจอมแอสซิสต์ของทีม ทำไปถึง 3 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 6 ประตูของลิเวอร์พูล
ประตูแรกมาจากจังหวะโหม่งกดลงพื้นของเขาที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ตามโขกจ่อ ๆ เข้าไป ก่อนที่ในครึ่งหลัง จะเป็นบอลจ่ายของ ฟาน ไดจ์ค ที่สาดยาวให้ อูโก้ เอกิติเก้ หลุดไปยิงประตูที่สี่
และในช่วงท้ายเกม เขายังดันตำแหน่งขึ้นสูงก่อนจ่ายให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า หลุดเข้าไปปิดกล่องยิงตุงตาข่ายไปแบบง่าย ๆ
ที่น่าสนใจคือ นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เซ็นเตอร์แบ็คสามารถทำได้ถึง 3 แอสซิสต์ในเกมเดียว
ผลงานชิ้นนี้น่าจะช่วยปิดเสียงวิจารณ์ที่มีต่อ ฟาน ไดจ์ค ได้ไม่น้อย หลังจากเจ้าตัวเพิ่งทำพลาดหลายครั้งในเกมที่ ลิเวอร์พูล แพ้ บอร์นมัธ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และฟอร์มโดยรวมในฤดูกาลนี้ก็มักถูกมองว่าต่ำกว่ามาตรฐาน
เกมหน้าของ ลิเวอร์พูล จะกลับไปเตะในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญ โดยจะเปิดบ้านพบกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวันเสาร์นี้


